รีวิวอาชีพครูโยคะ รู้แค่เรื่องโยคะยังไม่พอ ต้องเรียนรู้อะไรอีกกว่าจะเป็นครูสอนโยคะได้?
ใครไม่อยากอ่านยาวๆ มาอ่านสรุปเนื้อหาบทความนี้แทนค่ะ
นอกจากทักษะการสอนโยคะแล้ว ยังมีอีก 5 ทักษะที่จำเป็นกับครูสอนโยคะไม่แพ้กัน
ทักษะการบริหารจิตใจ ในวันที่ต้องเจอเป็นน้องใหม่ในสายอาชีพนี้ เราแอบเปรียบเทียบตัวเองโดยไม่รู้ตัวแน่นอน และอาจทำให้เรารู้สึกกดดัน ยังเก่งไม่พอ (Imposter syndrome) ยันต์กันอาการเหล่านี้คือการฝึก Gratitude ค่ะ
ทักษะในการฝึกสังเกตนักเรียนตัวเอง และเก็บรายละเอียดมาเป็นตำราให้ตัวเอง ได้พัฒนาฝีมือ พร้อมกับหลอหล่อมสไตล์การสอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองในเวลาเดียวกัน
ทักษะการอวยตัวเองค่ะ หรือการโปรโมตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือ ออนไซต์ ที่ไม่ใช่แค่การทำโปสเตอร์แปะอย่างเดียว แต่คือการเรียนรู้ที่จะเล่าเรื่องให้เป็น เขียนให้สนุก อัดวีดีโอให้เป็นธรรมชาติ และตัดต่อให้น่าติดตามค่ะ
ทักษะการบริหารเวลาค่ะ เคารพเวลานักเรียน (ไปถึงที่เรียน นั่งอยู่บนเสื่อโยคะก่อนเริ่มคลาสอย่างน้อย 10 นาที) และเคารพเวลาตัวเอง (เลิกคลาสตรงเวลา เมาท์มอยแต่พองาม ไม่เกิน 10 นาที) มีผลดีต่อทั้งตัวเรา และตัวนักเรียนแน่นอนค่ะ
ทักษะการบริหารเงินค่ะ พอมาเป็นนายตัวเองแล้ว เรามีเรื่องให้เรียนรู้เยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นภาษีรายได้บุคคล การคำนวนค่าตัว ค่าเดินทาง ค่าสอน การอุดรูรั่วในวันที่ต้องหยุดสอน หรือสอนไม่ได้อีก (ประกันชีวิต) และอีกจิปาถะเรื่องการเงินที่นายตัวเองต้องรู้ค่ะ

ก่อนจะตัดสินใจเป็นครูโยคะ ษิอยากตีแผ่ให้ดูว่า ครูโยคะคนหนึ่งๆ ต้องเรียนรู้อะไรบ้างในการที่จะสร้างโปรไฟล์ของตัวเอง ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ และเป็นตัวเลือกที่นักเรียนอยากมาเรียนด้วยกันค่ะ จะได้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่า อยากลงทุนในอาชีพนี้จริงๆ ไหม
ษิแบ่งออกเป็น 5 ด้านด้วยที่ครูโยคะคนหนึ่งต้องเรียนรู้ ตามประสบการณ์ที่ได้เจอมาค่ะ
และด้านแรกที่ที่ต้องเรียนรู้เลยก็คือ ด้านจิตใจค่ะ ษิบอกเลยว่า ถ้าด้านนี้ไม่แน่น ไม่เข้าใจตัวเองมากพอ ด้านอื่นๆ ก็แทบจะไม่มีความหมายค่ะ
ด้านจิตใจ
เรียนรู้ที่จะเอาชนะความกลัวในใจตัวเอง การเป็นครูโยคะมือใหม่ มีหลายเรื่องให้กลัว ให้กังวลมากมาย เช่น จะจำท่าได้ไหม? รู้สึกตื่นกลัวเวลาต้องสอนคนเยอะๆ จะทำยังไง? กลัวว่าพูดผิด พูดถูกระหว่างสอน แล้วนักเรียนไม่เชื่อถือขึ้นมาละ? สารพัดความกลัวที่บอกเลยว่า นี้เป็นบทเรียนแรกๆ ที่ครูโยคะมือใหม่ต้องได้ลองทำการบ้าน และหาแนวทางของตัวเอง เพื่อรับมือกับความกลัวของตัวเองค่ะ ษิบอกนักเรียนครูของตัวเองเสมอว่า กลัวได้ ดีด้วยซ้ำที่รู้ว่ากลัว เพราะแปลว่าเรากำลังจะทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำไง อย่าผลักความกลัวออกไป แต่จับมือกับเขา เป็นเพื่อน เดินไปข้างหน้าด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่กลัวนี้แหละ
เรียนรู้ที่จะบริหารใจ เวลาที่รู้สึกว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ 100 ทั้ง 100 ของครูโยคะ เวลาที่ตัวเองรู้สึกว่ายังเก่งไม่พอ เพราะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น อุ๊ย ครูคนนั้นสอนเก่งจัง โหว ครูคนนั้นมีลูกศิษย์รักและชอบเขาเยอะมาก วร้าย นักเรียนคนนั้นทำท่ายาก ที่เราทำไม่ได้ โชว์เพื่อนในคลาสอีกแล้ว การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นไม่ใช่เรื่องไม่ดี มันแปลว่าเราอยากพัฒนาตัวเอง และอยากไปให้ถึงจุดนั้นเหมือนกัน ษิอยากให้เรารู้ตัวทัน เมื่อกำลังเปรียบเทียบตัวเอง กับคนอื่นอยู่ แล้วบอกกับตัวเองว่า เราจะค่อยๆ ลงมือทำไปเรื่อยๆ อาจจะช้าหน่อย แต่เราไปถึงแน่ๆ ในจุดนั้น ดีซะอีกที่มีตัวอย่างให้เห็นว่า คนที่ทำได้แล้วเขาเป็นยังไง และอีกข้อที่อยากให้ลองทำ คือการสะสมดอกเบี้ยเติมไฟให้ตัวเอง เหมือนที่ษิให้นักเรียนครูในคอร์ส จดบันทึกประจำสัปดาห์ การฝึก Gratitude Practice จะเป็นเครื่องช่วยเตือนสติให้เรามองเห็นว่าเรามาไกลแค่ไหนแล้ว และเห็นคุณค่าในตัวเองได้ชัดขึ้นค่ะ
เรียนรู้ที่จะเคารพเวลาของตัวเอง และลูกศิษย์ บอกเลยว่าษิเป็นคนที่เวลานัดอะไร จะฉิวเฉียดเสมอ จนทำให้บุคลิเสีย เพราะว่าลน พอมาสอนโยคะ ก็ยังเป็นอยู่ และได้บทเรียนบทใหญ่เลยก็คือ มีนักเรียนที่มาสายเป็นประจำ แต่เราว่าอะไรเขาไม่ได้ เพราะเราเองก็สายอยู่บ่อยๆ ษิเลยบอกให้ตัวเองปรับตัวใหม่ ให้ไปรอที่หน้าบ้านนักเรียน ก่อนเริ่มคลาสอย่างน้อย 10 นาที หรือเดินเข้าห้องสอนล่วงหน้าอย่างน้อย 10 นาทีแบบชิวๆ ถ้าคลาสเริ่ม 7 โมง ษิจะคิดเลยว่าคลาสเริ่ม 6:50 และไปนั่งอยู่ที่เสื่อเรียบร้อยแล้ว และเลิกให้ตรงเวลา เพราะเราไม่รู้ว่านักเรียนแต่ละคน เขามีภาระ และหน้าที่อะไรรอเขาอยู่บ้าง เรื่องนี้ฝึกกันไม่ง่าย แต่ถ้าทำได้แล้ว ชีวิตจะดีขึ้นมากเลยค่ะ
ทักษะการสอน เป็นอะไรที่เรียนรู้กันได้ไม่สิ้นสุด แต่หลักๆ ที่ษิอยากบอกว่าจำเป็นจริงๆ และมีผลกับการสร้างสไตล์การสอนของตัวเองในอนาคตมีอยู่ 3 ข้อที่ษิสรุปให้ค่ะ
ฝึกฝนที่จะเข้าใจว่านักเรียนต้องการ และควรได้อะไรไปจากการฝึกโยคะกับเรา ซึ่งการที่เราจะรู้ว่านักเรียนเราต้องการอะไร ก็มาจากการพูดคุย สอบถาม ฟีดแบคกันอยู่เรื่อยๆ หลังจบคลาส และการเฝ้าสังเกตว่านักเรียนควรได้รับอะไรจากการฝึก ซึ่งอาจจะแตกต่างจากสิ่งที่เขาอยากได้ก็ได้ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนบอกว่าอยากลดน้ำหนัก แต่เขาทำงานหนัก และนอนดึก กินดึกอยู่แล้ว เราอาจจะช่วยให้เขานอนหลับได้ดีขึ้นด้วยคลาสโยคะผ่อนคลาย มากกว่าการพยายามให้เขาฝึกโยคะแบบหนักๆ จัดเต็มทุกคลาสเพื่อลดน้ำหนักอย่างเดียวค่ะ
เปิดรับโอกาสสอนหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคลาสกลุ่ม คลาสเดี่ยว คลาสสำหรับผู้สูงวัย คลาสคนวัยทำงาน คลาสเด็ก ลองให้หมดค่ะถ้ามีโอกาส การได้ฝึกสอนหลายๆ รูปแบบทำให้เราได้ปิดประตูที่ไม่ใช่เราไปทีละบาน และเหลือไว้เฉพาะบานที่เราอยากเปิดเข้าไป แล้วไปต่อด้วยจริงๆ ษิได้ฝึกสอนค่อนข้างเยอะในช่วงปีแรกหลังจากจบคอร์สครูโยคะ และนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ษิรู้จักสไตล์การสอนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบสอนคลาสแบบไหน และคลาสแบบไหนที่ไม่ใช่ตัวเราเลย ลองดูนะคะ เป็น yes man ไปเลยค่ะ 1 ปี อยากบอกว่าการฝึกสอนนี้สอนเราได้ดีที่สุดแล้ว ดีกว่าตำรา และคอร์สหรือเวิร์คช๊อปใดๆค่ะ
อ่านหนังสือ อบรมเพิ่มเติม หรือลงเรียนคอร์สเพิ่ม ซึ่งแต่ละทางที่ว่ามา อยากให้เป็นทางเลือกสุดท้ายในการเติมความรู้ให้กับตัวเอง ษิอยากให้ทุกคนที่จบใหม่ ได้ฝึกสอน และเริ่มจับทางของตัวเองได้ ก่อนที่จะไปลงเรียนคอร์ส หรืออ่านตำราใดๆ เพิ่ม เพราะการอ่าน หรือเรียน เป็นเพียงแค่ภาคทฤษฏี เหมือเราพยายามเอาเสื่อผ้าไซต์อื่นมาใส่ ที่ไม่ใช่ไซต์ตัวเอง แต่การฝึกสอนจริง ได้รับฟีดแบคจริง และลองปรับตามที่เราอยากให้เป็น ตามจริตของเรา มันเหมือนกับการที่เราได้ใส่เสื้อผ้าไซต์ที่พอดีกับตัวเองค่ะ
ทักษะต่อมาที่ขาดไม่ได้เลยในอาชีพนี้คือการโปรโมตตัวเองหรือการทำมาร์เก็ตติ้งค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นแบบออนไลน์ ออนไซต์ เพราะแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด มีชุมชน มีวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน และรับข้อมูลก็ไม่เหมือนกัน อย่างตอนษิอยู่กทม. ษิสามารถยิงแอท หานักเรียนได้ทางออนไลน์อย่างเดียวเลย แต่พอมาอยู่เชียงใหม่ ษิสังเกตว่าการยิงแอท เหมือนจะไม่ตอบโจทย์ ษิเริ่มถามตัวเองว่าเราอยากได้นักเรียนแบบไหน และเริ่มไปตามที่ๆ นักเรียนของเราน่าจะไป จนได้ค้นพบว่า สำหรับเชียงใหม่ การติดบอร์ดประกาศในแหล่งชุมชน ยังเป็นการทำมาร์เก็ตติ้งที่เวิร์คมากๆ อยู่ค่ะ
นี้ยังไม่รวมถึงทักษะการการถ่ายรูป ตัดต่อ และทำเว็ปไซต์อีกนะคะ ษิออกตัวก่อนเลยว่าไม่ใช่คนมั่นหน้ามั่นใจอะไรเลย เวลาอยู่หน้ากล้องก็กดดัน แอบสั่น แต่อาศัยการพูดซ้ำๆ ฝึกบ่อยๆ จนกว่าจะชิน และใจดีกับตัวเองให้มากๆ พูดผิดก็พูดใหม่ หรือข้ามไปก่อนถ้าไม่ไหวค่ะ ษิว่าคอนเทนต์ที่ไม่มีวันตกเทรนด์ คือคอนเทนต์ที่คนดูสัมผัสได้ว่า ครีเอเตอร์เล่าเรื่องเป็นธรรมชาติ ไม่เฟค และเขาดูอินกับสิ่งที่เขาเล่าค่ะ
และอีก 2 ทักษะที่มีผลกับชีวิครูโยคะไม่น้อยเลยก็คือ การจัดตารางเวลาชีวิตตัวเอง จะสอนได้กี่วันต่อสัปดาห์? สอนเวลาไหน? จะจัดตารางฝึกให้ตัวเองอย่างไร? และจะมีเวลาส่วนตัว ทำกิจกรรมของตัวเอง ที่ไม่เกี่ยวกับการสอนได้บ่อยแค่ไหนบ้าง? รวมถึงทักษะการบริหารจัดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษีรายได้บุคคล การบริหารเงินให้พอกับค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ ค่าตัว และประกันชีวิตต่างๆ ที่ต้องรู้ในฐานะเจ้านายตัวเอง (ฟรีแลนซ์) ค่ะ
อ่านมาขนาดนี้ท้อหรือยังคะ?
ถ้ายังยินดีด้วยค่ะ
ถ้าท้อแล้ว ษิอยากจะบอกว่า
ไม่จำเป็นต้องเรียนทุกอย่างที่ว่ามาให้หมดก่อนถึงจะลงมือสอนได้นะคะ
หลายๆ เรื่องเราเรียนรู้จากการลงมือทำ
และแบ่งเวลาไปทำความเข้าใจระหว่างทางได้ค่ะ
ษิเชื่อว่าทุกๆ สายอาชีพ ก็ต้องเรียนรู้ทักษะอื่นๆ เพิ่มเติมอยู่แล้วไม่น้อยไปกว่ากัน
ส่งพลังให้ทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้
ลุยตามความฝันให้สำเร็จนะคะ
แล้วเจอกันบนเสื่อโยคะค่ะ






ความคิดเห็น